แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเตาเผาซึ่งมีพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี เมื่อประมาณ 700-800 ปี มาแล้วของลุ่มแม่น้ำท่าจีน ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ถึง พุทธศตวรรษที่ 21 ผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งสีเทา เผาด้วยความร้อนสูงถึง 1,200 องศาเซียลเซียส เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงส่งไปขายยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบในเขตพื้นที่ตำบลสำพะเนียง คือ ไหเท้าช้างลายนักรบโบราณ ถือดาบและโล่ มีช้างศึกและม้าศึก สะท้อนให้เห็นถึงการศึกสงครามในสมัยโบราณ ลายดอกไม้ลายใบโพธิ์แบบต่าง ๆ ลายตัวอุ ลายเสมา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา เครื่องหมายการบินไทยนั้นเป็นลายไทยที่มีมาแต่โบราณเพียงแต่ของเดิมเป็นรูปตั้งขึ้น


เครื่องปั้นดินเผา


เครื่องหมายการบินไทยในเครื่องปั้นดินเผา
              แหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงพุทธศตวรรษที่ 21 เช่นกัน ผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่าเครื่องสังคโลกเป็นภาชนะเนื้อแกร่ง เคลือบสีเขียวไข่กา เผาด้วยความร้อนสูงถึง 1,280 องศาเซียลเซียส มีภาชนะประเภท ไห อ่าง ถ้วยชาม กระปุก และตุ๊กตารูปคน รูปสัตว์ เครื่องสังคโลกถือเป็นเครื่องปั้นดินเผาชั้นดี ทั้งด้านความคงทนและความสวยงาม มีชื่อเสียงแพร่หลาย ส่งไปขายยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับเครื่องปั้นดินเผาที่ ขุดพบตามแนวแม่น้ำลพบุรีสายเก่า บริเวณโรงเรียนบ้านแพรกประชาสรรค์ และตลอดแนวแม่น้ำลพบุรีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ในเขตพื้นที่ตำบลสำพะเนียง อำเภอบ้านแพรก เขตติดต่ออำเภอมหาราช ส่วนใหญ่เป็นประเภทถ้วยชามสังคโลก กระปุกสีเขียวไข่กา และที่เป็นเศษภาชนะจำนวนมาก


กระปุกเคลือบสีเขียวไข่กา


กระปุกเคลือบสีเขียวไข่กา

กระปุกสังขโลก สมัยสุโขทัย

              แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี สมัยพุทธศตวรรษที่ 19 ถึง 23 ศูนย์กลางของเตาเผาอยู่บริเวณวัดพระปรางค์ เป็นแหล่งเตาเผาที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ และการค้าสำเภาสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง ไม่เคลือบ มีตั้งแต่เนื้อละเอียดจนถึงเนื้อหยาบ สีแดงและสีเทาแกมชมพู ที่ขุดพบในเขตชุมชนโบราณบ้านแพรก เขตพื้นที่ตำบลบ้านแพรก และตำบลสำพะเนียง มีเป็นจำนวนมาก ประเภทภาชนะของใช้ภายในบ้าน เช่น ไหสี่หู โอ่ง อ่าง ครก กระปุก เต้าปูน หม้อทะนน ฝาหม้อชนิดโค้ง เป็นต้น นอกจากนี้แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อยยังเป็นแหล่งผลิตท่อประปาดินเผาที่ใช้ที่วังนารายณ์ จังหวัดลพบุรี กระเบื้องดินเผามุงหลังคาและลูกปืนใหญ่ดินเผาที่ใช้ในสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยา


เครื่องปั้นดินเผาและไหสี่รู


ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาชนิดฝาโค้ง
ตัวอย่างเศษกระเบื้องเคลือบสมัยต่างๆ มากมาย





 
              พิพิธภัณฑ์บ้านแพรก ได้เก็บรวบรวมเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันในอดีตประเภทต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ ได้มาจากการบริจาคของชุมชน และผู้เฒ่าผู้แก่ ที่เห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ เพื่อมุ่งหวังให้ลูกหลานรุ่นต่อไป ได้เห็นและได้ทราบถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ตัวอย่างเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

เครื่องหาปลา

เครื่องจักสานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เครื่องทองเหลือง

เชี่ยนหมากไม้และทองเหลือง
ตะเกียงน้ำมันปลา

ตะเกียงน้ำมันปลา
ถังข้าว และ ทนาน
ตะเกียงเจ้าพายุ

ตาชั่ง

ทัพพี ช้อน กระบวยตักน้ำทองเหลือง
เรือชนิดต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

เครื่องดนตรีไทย
กระดานชนวน

กล้องยาสูบสมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20 - 23
 
              พิพิธภัณฑ์บ้านแพรก มีสมุดข่อยโบราณที่มีคุณค่า บ่งบอกถึงวัฒนธรรม และเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 230 เล่ม มีหลายๆ เรื่องแตกต่างกันไป อาทิ วรรณกรรม กฎหมาย พระพุทธศาสนา ตำรายาสมุนไพร ตำราดูดวงและโหราศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งมีให้ศึกษาในพิพิธภัณฑ์บ้านแพรก
ตัวอย่างสมุดข่อย

สมุดข่อยโบราณกว่า 230 เล่ม

ตำราดูดวงโหราศาสตร์
จินดามณี

กฎหมายลักษณะผัวเมีย สมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2338
ภาพเขียนพระมาลัยทอง

ภาพเขียนพระมาลัยทอง
ตำรายาสมุนไพร
พระอภัยมณีเล่มที่ 18 - 19 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ภาพคำสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ภาพคำสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา
 
              บ้านแพรก เป็นชนบทที่ยังคงรักษาสภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยๆ ไว้ เพลงพื้นบ้าน คือ มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของชุมชน ของสังคมชาวน้ำของลุ่มน้ำลพบุรีตอนล่าง เพลงพื้นบ้านที่นิยมและเล่นกันมากได้แก่



เพลงเกี่ยวข้าว 
              ช่วงเวลาที่ใช้ร้องเล่น ส่วนใหญ่มักจะเล่นกันในขณะที่ชาวนากำลังเกี่ยวข้าวในนา จะมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงเกี่ยวข้าวร่วมกัน ขณะที่เกี่ยวข้าวก็จะเอาเนื้อร้องของการเกี่ยวข้าว มาร้องแก้กันเพื่อให้เกิดความสนุกสนานและไม่เหน็ดเหนื่อย
              ความเป็นมาของเพลงเกี่ยวข้าว ในสมัยโบราณคนส่วนมากมักจะพูดกันด้วยบทกลอนต่างๆ แม้กระทั่งการบอกรักระหว่างชายหญิง ก็จะพูดเป็นสำนวนบทกลอน และการเกี่ยวข้างในยุคนั้น ชาวนาส่วนมากใช้การลงแขกเกี่ยวข้าว พร้อมมีการเลี้ยงอาหารคาวหวานและสุรายาเมา ในระหว่างพักหลังกินข้างแล้ว ก็เกิดมีการโต้แย้งกันถึงเรื่องเกี่ยวข้าว ระหว่างพวกผู้ชายกับผู้หญิง จึงพูดเป็นบทกลอนโต้แย้งกันจนกลายมาเป็นเพลงเกี่ยวข้าวในที่สุด

ตัวอย่างเพลงเกี่ยวข้าว

“เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว
จะให้ฉันลงอีกกระทงไหน
กระทงใหญ่ไม่ไหวหรอกน้อง
เพราะเป็นคนขี้หนาว
จะใส่ข้าวเหลืองหรือข้าวขาวเม็ดยาว”
ถือเคียวเล่มเดียวจะไปเกี่ยวข้าว
อีกกระทงใหญ่หรือกระทงเล็ก
ขี้เกียจลงหนอง
นาของน้องกระทงเขื่อง


เพลงกล่อมเด็ก 
              ชาวชนบททั่วไปนิยมเลี้ยงลูกที่ยังเล็กด้วยการให้นอนเปลขณะไกวเปลก็จะร้องเพลงกล่อมเด็กจนกว่าลูกหลานจะหลับ เพลงกล่อมเด็กส่วนใหญ่จะเป็นบทเพลงสั้นๆ มีความไพเราะด้วยถ้อยคำและความหมาย ทำให้เพลิดเพลินทั้งเด็กและคนร้องกล่อม ทั้งช่วยผสานความรัก ความอบอุ่นและความผูกพัน รวมทั้งอบรมบ่มนิสัยไปพร้อมๆ กัน

ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็ก

กาเหว่าเอย
แม่กาก็หลงรัก
คาบเอาข้าวมาเผื่อ
ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก
คิดว่าลูกในอุทร
คาบเอาเหยื่อมาป้อนฯกระทงเล็ก


เพลงเรือ
              เป็นเพลงพื้นบ้านที่มีตำนานการเล่นสืบทอดมานับ ๑๐๐ ปี หลักฐานที่ทิ้งไว้คือเนื้อเพลงและ พายลายหงส์ทอง มีลวดลายสวยงามปราณีต อายุ ๑๑๕ ปี เป็นพายของแม่เพลงชื่อ “ช้าม” ใช้พายเล่นว่าเพลงเรืองานไหว้หลวงพ่อเขียวหลวงพ่อขาว ช่วงเดือน ๑๒ พ่อเพลงแม่เพลงที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านแพรกได้แก่ ยายช้าม ยายบาง ยายม้วน ยายห่อ ยายคลี่ ตานี ตาเทียบ ตาพริ้ง ตาป่วน ตาแต้ม เป็นต้น

ตัวอย่างเพลงเรือ

(ชาย) “เหลืองเอยใบยอ อมช่อสุมน
นายเพลงนั่งกลาง ดูสำอางกะคน
(หญิง) เหลืองเอยใบยอ หอมช่อจำปี
ลูกใครผัวใคร เรียกเอาไปสักที
คนหัวสวยใหญ่ คนท้ายสวยล้น
ไม่ว่าหัวว่าท้าย ขอพี่ได้ไหมสักคน
พี่เป็นหนุ่มน้อยน้อย เมียม่อยไม่มี
มาหอมช่อจำปีอ่อนเอย”


เพลงแห่นางแมวขอฝน
              เป็นเพลงที่สะท้อนภาพชีวิตของชาวนาไทยในสังคมชนบทได้อย่างชัดเจน ปีใดที่ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านก็จะชักชวนกันแห่นางแมว ทำกันเป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย เนื่องจากการทำไร่นาสมัยก่อนต้องอาศัยธรรมชาติ

ตัวอย่างเพลงแห่นางแมวขอฝน

“นางแมวเอย ขอฟ้าขอฝน
ขอเบี้ยจ้าง ผูกหางแมวมา
ข้าวปลาหมดสิ้น ไม่รู้จะกินอะไรดี
ไอ้เฒ่าจัญไร ขี้ใส่หม้อตาล
หัวเรียงต้ำมะชา ท่วมไร่ท่วมนา
นิมนต์หลวงตา มาเสกคาถาปลาช่อน
จับหัวล้านชนกัน ฝนก็เทลงมา
ขอน้ำมนต์ รดหัวแมวบ้าง
ขอผักขอปลา ให้แมวข้ากิน
ไอ้เฒ่าบัดสี ขี้ตระหนี่เหลือใจ
คลานเข้าไปใต้ถุน พระพิรุณท่านก็เปรี้ยง
ท่วมหนองสองห้อง ท่วมคลองกะลา
ปั้นเมฆเสียก่อน มีละครสามวัน
เทลงมา เทวดาฝนเอ๊ย…..”


              จากคำบอกเล่าของ คุณยายฟุ้ง พูลทรัพย์ อายุ 96 ปี อยู่บ้านห้วยชัน ตำบลคลองน้อย อำเภอบ้านแพรก ว่าชาวบ้านแพรกเล่นเพลงเกี่ยวข้าวกันมานานเพิ่งจะเลิกราไปเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา เมื่อคุณยายยังเด็กเคยติดตามพ่อแม่ คือแม่เล่งกับพ่อสายไปดูเขาเล่นเพลงเกี่ยวข้าวกันที่วัดหลวงพ่อเขียว ตำบลสำพะเนียง พ่อเพลงฝ่ายชายนุ่งกางเกงจีนหรือโสร่ง สวมเสื้อคอกลม ลายดอก ถือไม้ตะพด ฝ่ายหญิงนุ่งผ้าลาย สวมเสื้อแขนยาว มือขวาถือเคียว มือซ้ายถือกรับ ตีให้จังหวะ พอควายวนข้าวที่ตกไว้กลางลานก็จะเริ่มว่าเพลง โดยมีคนดูอยู่รอบ ๆ ลานข้าวจนกระทั่งเย็น ฝ่ายชายจะเอาเลื่อนไปส่งฝ่ายหญิงถึงบ้าน คุณยายฟุ้ง พูลทรัพย์ เป็นแม่เพลงรุ่นสุดท้ายของชาวบ้านแพรก ซึ่งยังจดจำบทเพลง พื้นบ้าน ต่างๆได้เป็นอันมาก เพลงพื้นบ้านอื่นๆ ที่ชาวบ้านแพรกนิยมเล่นกัน ได้แก่ เพลงฉ่อยและเพลงกลองยาว เป็นต้น
               เพลงฉ่อย เป็นเพลงพื้นบ้าน อีกประเภทหนึ่งที่ชาวบ้านแพรกนิยมยามเทศกาล เช่น ตรุษสงกรานต์ และยามที่ชาวบ้านจัดงานพิธีต่างๆ เช่นงานบวชนาค เป็นต้น
              ส่วนเพลงกลองยาวเป็นเพลงพื้นบ้านของภาคกลาง มีกลองยาวเป็นเครื่องดนตรีหลัก ตีให้จังหวะ มักใช้ในกระบวนแห่ต่าง ๆ มีเนื้อร้องและทำนองสนุกสนานสร้างความครื้นเครงทั้งผู้เล่นและผู้ดู
              บทเพลงพื้นบ้านดังได้กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางภาษาของชาวบ้านแพรก ชุมชนลุ่มแม่น้ำลพบุรีตอนล่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น การทำมาหากิน ความ เชื่อถือ ความเลื่อมใสในพุทธศาสนา นิทานและวรรณคดี ความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และอารมณ์ขันของคนไทย ความสามารถของพ่อเพลงแม่เพลงที่ใช้ไหวพริบปฏิภาณแต่งกลอนสด ร้องโต้ตอบกัน แสดงถึงความเป็นกวีพื้นบ้านของคนไทยสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี


ตำนานคานรัก
              “คานรัก” เป็นไม้คานหางหงส์ แกะสลักลวดลาย สวยงามปราณีต เป็นคานหางหงส์ที่ชายหนุ่มมอบให้หญิงสาวที่ตนเองรัก ทั้งคู่รักกันมาก แต่ไม่ได้แต่งงานกัน แต่ ชายหนุ่มยังยืนยันความรักของตนต่อหญิงสาวที่ตนเองรัก จำหลักอักษรปริศนาที่เป็นสัญญาใจซ่อนไว้ในลวดลายของไม้คาน มีข้อความว่า “ตำรวจโปร่ง ฝากรักผวา” ซึ่งกลายมาเป็นตำนานคานรักที่ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำลพบุรี เมื่อ ๗๐ ปีที่ผ่านมา

ชมความสวยงามเพิ่มเติมได้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านแพรก รร.บ้านแพรกประชาสรรค์
เพลงพื้นบ้านและตำนานคานรัก ได้ถูกเก็บและรวบรวมไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา โดยอาจารย์ประสาน เสถียรพันธุ์